มาต่อตอนสองแล้วค่ะ กร้าดดด ;{}; 5555 ตอนนี้มีภาพประกอบพี่ทอมกับน้องธอร์กล้อมแกล้มไปด้วยแงงง ยังไงก็ฝากตอนนี้ไว้ด้วยทีนะคะฮาาาาาา


========================
 
 
 
 
     “ถ้าคุณต้องการอะไรเพิ่มเติมก็บอกผมได้แล้วกัน...มิสเตอร์โธมัส” ร่างสูงของเจ้าของบ้านวางกระเป๋าลงให้แล้วหันมาบอก
 
 


    “ขอบคุณครับ...อา ถ้าอย่างนั้นเรื่องเงินค่าที่พักที่เหลือ...” ทอมหมายถึงเงินค่าที่พักอีกครึ่งที่เขาต้องจ่ายให้ชายหนุ่มตรงหน้า ส่วนอีกครึ่งก่อนหน้าเขาจัดการโอนมาเป็นค่ามัดจำตั้งแต่ตอนอยู่ลอนดอนเรียบร้อยแล้ว
 




    “เอาไว้ให้คุณสะดวกจะให้เมื่อไหร่ก็แล้วแต่คุณเถอะ...ผมไม่มีปัญหา"





    “ครับ...งั้นถ้ายังไงผมจะจัดการให้เร็วที่สุดนะครับ” ท่าทางพยักหน้าจากอีกฝ่ายคือคำตอบกลายๆว่าตกลงก่อนจะปิดประตูห้องแล้วเดินออกไป





    ทอมมองสัมภาระตัวเองที่มีเพียงแค่กระเป๋าเดินทางกับกระเป๋าอีกใบที่เขาเอาติดตัวมาด้วย เขาเดินไปเปิดกระเป๋าเดินทางออก ค่อยๆหยิบกระเป๋ากล้องขึ้นมาและเอากล้องมาสำรวจว่ามีตรงไหนบุบพังหรือเปล่า เมื่อพบว่าไม่มีอะไรเสียหาย ชายหนุ่มจึงจัดการลุกขึ้นมาแล้วเอากล้องคล้องคอแล้วเดินออกจากห้องลงไปข้างล่าง




    “โฮ่ง!”





    “เฮ้....ธอร์?” เจ้าหมาโกลเด้นยังคงนั่งยิ้มแป้นที่ตรงแถวบันไดทางขึ้น ทอมลูบหัวมันเบาๆแล้วกวาดสายตามองไปรอบๆบ้านก็ไม่เห็นอีกคนอยู่ ซึ่งเขาคาดว่าเจ้าของบ้านคนที่ว่าน่าจะอยู่ข้างนอก ธอร์เอียงหน้าไปมาแล้วโบกสะบัดหางสีน้ำตาลอ่อนแกมทอง เดินนำหน้าอย่างอารมณ์ดีไปยังประตูหน้าบ้าน ชายหนุ่มถือกล้องในมือข้างหนึ่งแล้วใช้มืออีกข้างผลักประตูออกไปเดินยังสวนกว้างซึ่งมีรั้วไม้กั้นแบบไม่สูงเท่าไหร่นักปักห่างๆ





    ธอร์วิ่งวนไปรอบๆก่อนจะวิ่งไปคาบของเล่นแล้วรีบวิ่งปรู้ดกลับมาตรงหน้าทอม ดวงตาทรงเม็ดอัลมอนด์ของเจ้าหนูขี้อ้อนตรงหน้าดูแล้วใครเล่าจะกล้าปฎิเสธ
 
 
 


 




    “เอาล่ะ ไปคาบมาดีๆนะ” ชายหนุ่มถือของเล่นหมาในมือ เอี้ยวตัวไปนิดแล้วขว้างไปจนมันละลิ่วไปตกอยู่ตรงเกือบปลายรั้ว





    รอยยิ้มอ่อนโยนฉายแววบนหน้ามองภาพตรงหน้าผ่านเลนส์เมื่อเขายกกล้องตัวโปรดขึ้นมาจับภาพธอร์ เสียงคลิกของชัตเตอร์ดังเป็นจังหวะเรื่อยๆตามอากัปกิริยาของเจ้าหมาที่วิ่งไปมาอย่างร่าเริง ช่วงเวลาเดียวกับที่เขาทอดสายตาตามสิ่งที่กระโดดโลดเต้นตรงลานหญ้าด้านหน้านั้น ทอมไม่รู้ตัวเลยว่าเขาเองก็เป็นจุดสนใจทางสายตาของใครบางคนเช่นกัน






    พ่อหนุ่มจากต่างแดนคงจะกดชัตเตอร์เพลินถึงค่ำ...ถ้าไม่หันมาแล้วพบว่ากำลังโดนยืนมองจากเจ้าของบ้านที่ชื่อมิสเตอร์คริสโตเฟอร์ เฮมสเวิร์ธเสียก่อน





   
    เจ้าของบ้านร่างโตเดินหอบกองฟืนในอ้อมแขนกำยำ ไม่บ่อยนักที่จะเห็นเจ้าธอร์สุนัขของตนเป็นมิตรกับคนแปลกหน้าได้ง่ายขนาดนี้ ยิ่งถ้าเป็นคนที่เจอกันเป็นหนแรกด้วยอีกต่างหาก





    “.....คุณเป็นช่างภาพหรือ?” คนอย่างเขาไม่ใช่คนรู้เรื่องกล้องหรือพวกอุปกรณ์จำพวกนี้มากเท่าไหร่ แต่กล้องที่อีกฝ่ายถือดูยังไงก็ไม่ใช่กล้องจำพวกที่กดแชะเดียวไม่ยุ่งยากอย่างที่เขามีแน่ๆ





    “ไม่ใช่หรอกครับ ผมไม่ได้ฝีมือดีขนาดยึดเป็นอาชีพได้หรอก” พ่อหนุ่มอังกฤษยิ้มละไมแล้วลดกล้องลงมา “เรียกว่าเป็นงานอดิเรกจะดีกว่าครับ”





    “.....งั้นหรือ” คำตอบรับสั้นๆของคนตัวสูงที่ยืนหน้านิ่งเหมือนเดิม ชายหนุ่มคนที่ว่าทำการกระชับกองฟืนแล้วก้มมองเจ้าตัวแสบที่ตอนนี้มานั่งแหมะตรงใกล้ๆ คาบของเล่นไว้ในปากเหมือนจะรอให้เจ้านายมาเล่นด้วยยังไงยังงั้น




    ไม่มีคำพูดเอ่ยต่อหลังจากนั้น บรรยากาศรอบตัวมีแต่เสียงลมพัดเบาๆกับเสียงกระดิ่งปลอกคอเจ้าธอร์ขณะที่กำลังสะบัดขน เมื่อไม่มีบทสนทนาอะไรเริ่มขึ้น เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะชวนอีกฝ่ายคุยยังไงต่อเช่นกัน





    ที่สำคัญ....หรือว่าอีกฝ่ายจะไม่พอใจที่เขาเล่นกับสัตว์เลี้ยงโดยไม่ขออนุญาต?






    “ขอโทษนะครับที่ถือวิสาสะ...เอ่อ” ทอมพยักหน้านิดหน่อยแล้วหลุบตามองสุนัขของอีกคน ใบหน้านิ่งๆเดาอารมณ์ยากทำให้ไม่รู้ว่าตอนนี้กำลังคิดอะไรอยู่ ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่ชอบใจเวลาเห็นคนแปลกหน้าเล่นกับสัตว์เลี้ยงของตน -- อย่างน้อยทอมก็ไม่แน่ใจกับคนตรงหน้าตรงนี้






    “เรื่องอะไรล่ะ?”






    “ผมหมายถึง...เรื่องที่ผมเล่นกับสุนัขของคุณ ขอโทษนะครับถ้าผม...” คำขอโทษท่าจะเอ่ยร่ายต่ออีกถ้าไม่โดนเอ่ยขัดกลางคันเสียก่อน





    “มิสเตอร์โธมัส...ผมไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยขนาดมาคิดเรื่องที่คุณเล่นกับสุนัขของผมหรอกนะ”





    “....ครับ”






    “ผมแค่ประหลาดใจ....แต่ไม่ใช่ในแง่ลบ”





    ทอมค่อยๆยิ้มออกมาอีกครั้งเมื่อได้ยินว่าอีกคนไม่ได้คิดมากอย่างที่เขากังวล ที่จริงถึงจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่อยากให้ต้องมาขุ่นใจกันตั้งแต่วันแรกที่เจอหน้า โดยเฉพาะถ้าต้องอาศัยอยู่ที่นี่อีกระยะหนึ่ง





    “ขอบคุณครับ...มิสเตอร์เฮมสเวิร์ธ”



   
   
    “ไม่เป็นไรมิสเตอร์โธมัส”





    “......เรียกว่าทอมก็ได้ครับ มิสเตอร์เฮมสเวิร์ธ”





    “.........คุณนี่แปลกคน”






    “ครับ?” เสียงอีกฝ่ายเหมือนพึมพำเลยทำให้เขาได้ยินไม่ค่อยชัดเท่าไหร่






    “เปล่า...ไม่มีอะไร มื้อเย็นถ้าคุณไม่รังเกียจอาหารง่ายๆหน่อยก็ทานกับผมก็ได้”






    ทอมคิดว่ามันก็ดูท่าน่าจะเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว เขาจะเดินไปหาซื้ออะไรกินมาได้เหมือนเมื่อตอนอยู่ลอนดอนได้ยังไงกันล่ะในเมื่อตอนนี้เขาอยู่ท่ามกลางไร่ฟาร์มพื้นที่กว้างนับกิโล ไม่ต้องนับหรอกว่าต้องเดินไปเป็นชั่วโมงอีกกว่าจะเจอร้านสะดวกซื้อสักแห่ง






    “ตกลงครับ” เขาตอบรับด้วยรอยยิ้ม

   




========================



    จบมื้อเย็นค่ำนั้น จากการได้คุยกันเพิ่มเติมทำให้ทอมรู้ว่าอันที่จริงมิสเตอร์คริสโตเฟอร์ เฮมสเวิร์ธหรือเรียกสั้นๆว่าคริส ก็ไม่ใช่คนที่คุยยากอย่างที่เขาคิดไว้ตอนแรกเสียเท่าไหร่ เขาพอรู้คร่าวๆว่านอกเหนือไปจากคริสแล้วไร่แห่งนี้เองก็มีน้องชายของคริสช่วยรับผิดชอบเช่นกัน เพียงแต่น้องชายของเขาจะมาช่วยช่วงวันหยุดยาวหรือปิดเทอมหน้าร้อนเท่านั้นเนื่องจากติดเรียนมหาลัยอยู่อีกเมือง ส่วนพี่ชายคนโตของคริสเองก็ย้ายไปอยู่ยุโรปเป็นเวลานานแล้ว ปีนึงหรือสองปีถึงจะกลับมาเยี่ยมครั้งหนึ่ง หน้าที่หลักๆในการดูไร่โดยรวมจึงตกเป็นหน้าที่เพียงคนเดียวของคริส ...ซึ่งทอมก็คิดว่ามันน่าจะเป็นงานหนักไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว






    เขากลับขึ้นมาบนห้องพักของตน คิดว่าไหนๆแล้วก่อนจะจัดกระเป๋าอะไรให้เรียบร้อย ก็ควรจะจัดการเรื่องเงินที่ยังติดค้างอีกฝ่ายให้เรียบร้อยก่อนดีกว่า





    กระเป๋าสะพายใบสีน้ำตาลเข้มถูกหยิบขึ้นมาวางไว้บนตักแล้วเปิดออกเพื่อที่จะหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา ชายหนุ่มเม้มปากประหลาดใจและขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเปิดตรงช่องซิปแล้วไม่พบกระเป๋าสตางค์ของตน

   



    “....หืม?” บางทีเขาอาจจะเอาใส่ผิดช่องในกระเป๋าก็ได้ มือเริ่มสาละวนคุ้ยกระเป๋าทีละส่วน ปากก็เม้มแน่นขึ้นไปพร้อมกับคิ้วที่ชักจะย่นเป็นปม เอกสารทุกอย่างพาสปอร์ตยังอยู่ครบแต่กลับหาสิ่งที่ควรเจออย่างกระเป๋าสตางค์ไม่เจอก็ชักทำให้ทอมร้อนใจขึ้น แน่นอนว่ากระเป๋าเงินไม่มีทางจะไปอยู่ในกระเป๋าเดินทางเป็นแน่





    ทอมสำรวจดูแทบจะทุกซอกทุกมุมของกระเป๋า ทั้งเปิดช่องใส่ของช่องเล็กช่องน้อยทุกช่องชนิดที่ว่าถ้าชำแหละกระเป๋าออกเป็นส่วนเล็กส่วนน้อยได้เขาคงทำไปแล้ว สายตามองวาดไปรอบๆ...ถึงแม้จะไม่อยากยอมรับก็ตามเถอะ






    ...แต่กระเป๋าสตางค์ของเขาหายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว






    ยกมือขึ้นลูบหน้า พยายามสูดลมหายใจลึกๆแล้วค่อยๆคิดถึงหนทางที่ยังพอเป็นไปได้ จะเป็นไปได้หรือเปล่าถ้ากระเป๋าสตางค์เขาจะร่วงตกอยู่บนรถปิ๊กอัพของคนเมื่อกี้ตอนที่เดินทางจากสนามบิน?





    นี่ก็ยังไม่ใช่เวลาดึกมาก ทอมคิดว่าอีกฝ่ายคงยังไม่น่าจะเข้านอนถึงแม้อาจจะดูเป็นการไปรบกวนเวลาพักหลังอาหารมื้อเย็นสักหน่อยก็เถอะ





    “ก๊อกๆ” ชายหนุ่มผมหยักศกเดินมาหยุดตรงหน้าห้องอีกฝั่งแล้วเคาะประตูห้องดู ไม่นานนักเจ้าของห้องก็เดินมาเปิดประตูให้ ถึงสีหน้าจะเรียบเฉย แต่ทอมแอบเดาแล้วเรียบร้อยว่าในใจคงคิดว่าเจ้าแขกที่มาพักนี่ทำไมถึงได้ไม่อยู่เฉยบ้างเลยนะ





    “เอ่อ....” ทอมกำลังคิดหาคำพูดเรียบเรียงในหัวว่าจะบอกอีกคนยังไงเรื่องกระเป๋าสตางค์ตัวเองที่อาจตกในรถปิ๊กอัพตอนเดินทางมา






    “ตอนก่อนที่คุณจะปิดประตูรถ คุณเห็นอะไรตกในรถปิ๊กอัพหรือเปล่าครับ?”






    “คุณทำของตกไว้ในรถหรือ?”






    “กระ....” ทอมชะงักไปหน่อย ครั้นจะบอกว่าทำกระเป๋าสตางค์ตกหายนี่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าเขาหวาดระแวงว่าถ้าอีกคนเจอแล้วจะเก็บมุบมิบไปหรอกนะ แต่ของแบบนี้บางทีพูดรายละเอียดให้น้อยไว้ก่อนน่าจะเป็นผลดีมากกว่า





    “ผมหมายถึง...กระเป๋าใส่เอกสารบางส่วนของผมน่ะครับ ใบขนาดนี้ได้” เขาทำมือให้ดูประกอบด้วย





    “......เดี๋ยวผมลงไปดูที่รถให้ก็แล้วกัน คุณรออยู่ที่นี่ก่อนนี่แหล่ะ”





    เจ้าของบ้านร่างสูงเดินสวนเขาลงไปชั้นล่างของบ้าน เขาไม่รู้ว่าไอ้การยืนรอเฉยๆอย่างนี้หรือเดินตามไปดูที่รถให้เห็นกับตาเองอย่างไหนจะเข้าท่ากว่ากัน แต่สุดท้ายไม่ต้องรอคิดนาน ทอมก็ได้ยินเสียงประตูบ้านเปิดและเสียงฝีเท้าเดินขึ้นบันไดมา




    “ไม่มีนะ ผมเช็คทั้งตรงเบาะที่คุณนั่ง เบาะหลัง....กระทั่งหลังท้ายรถปิ๊กอัพของผมก็เถอะ ของข้างในนั้นมีอะไรสำคัญมากหรือเปล่าล่ะ?”





    เงินที่ผมควรจะจ่ายคุณอีกครึ่งเป็นค่าที่พักยังไงกันล่ะ....ทอมได้แต่คิดแต่ไม่กล้าบอกไปตรงๆตอนนี้


 
 
 
    “ก็...มีน่ะครับ ถ้าในรถไม่เจอ...ผมก็ไม่แน่ใจแล้วว่าผมไปทำมันหล่นที่ไหนกัน”






    “หรือคุณทำมันตกที่สนามบิน?”






    “ผมไม่แน่ใจ”






    “ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ผมจะพาคุณไปที่สนามบินแต่เช้าเลยก็แล้วกัน ส่วนมากถ้าเป็นพวกกระเป๋าเอกสารถ้าทำตกไว้ ตรงแผนกของหายยังไงก็น่าจะมีคนมาส่งคืน ไม่ใช่พวกเงินก็ไม่รู้จะขโมยเอาไปเก็บไว้ทำไมอยู่แล้ว”





    ปัญหาคือเพราะข้างในมันเป็นเงินนี่สิ นี่ยังไม่รวมพวกบัตรเครดิตอีกจิปาถะด้วยอีกนะ





    “....ขอบคุณนะครับมิสเตอร์เฮมสเวิร์ธ ผมต้องรบกวนคุณอีกแล้ววันพรุ่งนี้”





    “ไม่เป็นไร คุณไม่ต้องคิดมากหรอก ยังไงคุณก็เป็นแขกมาพักที่นี่อยู่แล้วด้วย”






    อดยอมรับว่ารู้สึกแย่นิดหน่อยไม่ได้เมื่อได้ยินว่าไม่พบกระเป๋าของตนในรถ แต่อย่างน้อยคนตรงหน้าก็มีน้ำใจมากพอที่จะช่วยเหลือเขา ถึงแม้ว่ามันอาจจะเป็นแค่น้ำใจตามมารยาทที่เจ้าของที่พักพึงมีให้กับแขกที่มาพักอย่างเขาเท่านั้นก็ตาม





    ....อะไรๆมันก็ยังไม่เลวร้ายไปหมดทีเดียว