ก่อนอื่นเลย...เราคงจะไม่ใส่ใจ ไม่สิ ไม่สนใจโรคนี้ด้วยซ้ำถ้าไม่เกิดเหตุการณ์กับคนใกล้ตัวที่บ้านเราที่เมืองไทยขึ้นมาก่อน...
ก่อนหน้านี้ อาเจ๊ออมคนกลางของเราสอบติดเป็นแอร์โฮสเตส ผ่านข้อเขียน สัมภาษณ์อะไรเรียบร้อยแล้ว ซึ่งตอนนั้นก็เหลือแต่ตรวจร่างกายเพียงอย่างเดียว แล้วก็จบ ไปฝึกงานที่เกาหลีอีกสองเดือน...ฟังดูก็คงไม่มีอะไรผิดปกติหรอกเนอะ ใช่ไหม? (ดูอาเจ๊ตูออกจะถึกทือๆแบบนั้น คงไม่เป็นอะไรร๊อกก)
ปรากฎว่า...พลิกล๊อกฮ่ะ อาเจ๊เราไม่ผ่านเนื่องด้วยผลการตรวจสุขภาพ
เพราะอาเจ๊เป็นทั้งไซนัส และ..........มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในร่างกาย!!!
แน่นอนว่า...ทุกคนถามเป็นคำถามเดียวกัน อาเจ๊มันเป็นได้ยังไง(วะ)???
แต่เมื่อตรวจลงไปลึกๆแล้ว...ปรากฎอีกนั่นแหล่ะว่า...
แม่เราก็เคยเป็นเหมือนกัน =[]="~!! (เอาล่ะเว้ยเฮ้ย~!!!)
สรุปก็คือ...ที่คิดกันว่าอาเจ๊น่าจะติดมาจากแม่ส่วนหนึ่งด้วย แล้วก็เป็นผลมาจากที่อาเจ๊
ทำงานหนัก นอนน้อย ดื่มมากช่วงที่เรียนถาปัตย์ ร่างกายก็เลยอ่อนแอลงไปอีก
แล้วที่น่ากลัวกว่านั้นที่รู้ก็คือ ไอ้เจ้าโรคไวรัสตับอักเสบเนี่ย...มันติดกันได้ง่ายมากเลย
เท่านั้นแหล่ะ..บ้านเราที่เมืองไทยก็ขโยงกันไปตรวจที่โรงพยาบาล
ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าใครจะติดบ้าง...แต่เราก็แอบเสียวเหมือนกันว่าเราจะเป็นด้วยไหม
ยังไงๆกลับไทยไปก็ต้องไปตรวจร่างกายอยู่แล้ว...เสียวนะเว้ยเฮ้ย TAT"
เลยลองไปค้นข้อมูลเกี่ยวกับไอ้เจ้าโรคนี้ดูล่ะ...
source : http://www.thailiverclub.org/topics/hep.htm
โรคตับอักเสบบี คืออะไร?
การอักเสบของเซลล์ตับอันเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBV) การอักเสบจะทำให้เซลล์ตับตาย หากเรื้อรังจะเกิดผังผืด ตับแข็ง และมะเร็งตับได้
หากได้รับเชื้อไวรักตับอักเสบบี จะมีอาการอย่างไร?
มีอาการอ่อนเพลีย คล้ายเป็นหวัด คลื่นไส้ อาเจียน จุกแน่นใต้ชายโครงขวาจากตับ ปัสสาวะเข้ม ตาเหลือง อาการเหล่านี้จะค่อยๆดีขึ้นในเวลา 2-3 สัปดาห์ ร่างกายจะค่อยๆกำจัดไวรัสตับอักเสบบีออกๆไปพร้อมกับการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีซ้ำอีก ผู้ป่วยร้อยละ 5-10 อาจโชคไม่ดี ไม่สามารถกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้ เกิดอาการติดเชื้อเรื้อรัง ซึ่งถ้าหากมีการอักเสบอยู่ตลอดเวลาจะทำให้เกิดอาการตายของเซลล์ตับ จนอาจกลายเป็นตับแข็ง หรือมะเร็งตับได้ (น่ากลัววุ้ย=A=")
หากตรวจพบว่าเป็นไวรัสตับอักเสบบี ควรทำอย่างไร?
ปัจจุบันมียาที่สามารถควบคุมการอักเสบของตัวไวรัสได้ มีทั้งฉีดยาอินเตอร์เฟียรอน และยารับประทานลามิวูดิน รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารครบหมู่ หลีกเลี่ยงสุราเครื่องดื่มมึนเมาทั้งหลาย พร้อมกับไปพบแพทย์เป็นระยะๆ
(อืม ไอ้เรื่องเสพของมึนเมาเราเฉยๆนะ เพราะปกติเราเป็นคนไม่ชอบดื่มอยู่แล้ว คืออีกนัยนึง...เราเมาง่ายแบบโคตรรๆๆๆๆ... ขนาดเหล้าที่ใส่อยู่ในทิรามิทสุเรายังเคยเมาได้แล้วกัน กร๊าก... แต่ที่เรากลัวคือการพักผ่อนนอนน้อยนี่สิ อืม..จะทำได้ไหมวะตรู TWT")
สรุปคือ...เราก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าตัวเองเป็นหรือไม่เป็นจนกว่าจะไปตรวจนี่แหล่ะ
แต่หมอที่ตรวจอาเจ๊เขาก็บอกนะว่าถึงแม่จะเป็นโรคนี้
ก็ไม่ได้หมายความว่าลูกทุกคนจะเป็นโรคนี้ไปด้วย (แต่ถึงยังงั้นตูก็ยังหยองอยู่ดีง่ะ...โฮ)
ส่วนอาเจ๊เราก็ยังมีเฟลๆอยู่บ้าง แต่ที่บ้านก็บอกถ้าเทียบกับตรวจร่างกายแล้วรู้ว่า
ร่างกายเราเป็นอะไร มันก็คุ้มอยู่นะ อย่างน้อยจะได้รู้ว่าสุขภาพเราเป็นยังไง
จะได้ทำตัวอย่างไรต่อไป เพราะปกติข้อเสียของที่บ้านเราก็คือไม่ค่อยได้ไปตรวจ
ร่างกายกันที่โรงพยาบาลกันซักเท่าไหร่น่ะ (ข้อเสียอย่างรุนแรงมากๆ ไม่ควรเอา
เป็นตัวอย่างกันล่ะเน่อ...=W=")
เราว่าตรวจร่างกายประจำปี หรือครึ่งปี อาจจะดูเหมือนไม่สำคัญแต่สำคัญมากๆล่ะ
เพราะเกิดเราเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ รักษากันภายหลังมันก็ไม่คุ้มกับยอมไปตรวจกัน
ตั้งแต่เนิ่นๆล่ะเน่อ กลายเป็นบทเรียนสำหรับเราแล้วก็ครอบครัวทีเดียวว่าต่อไปนี้
ต้องลากกันไปตรวจร่างกายอย่างน้อยครึ่งปีครั้งแล้วล่ะ...ฮะ ฮะ
แล้วสรุปคือตรูจะเป็นโรคนี้ไหมน้า...ไม่เอาน่า ไม่อยากเป็น TAT"